
สังขละบุรี เป็นอำเภอที่ติดต่อกับชายแดนพม่า ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรีประมาณ 215 กิโลเมตร ไปตามทางหลวงหมายเลข 323 เส้นทางนี้ตัดผ่านภูเขาเลียบทะเลสาบเขื่อนวชิราลงกรณ จะสามารถมองเห็นทัศนียภาพทะเลสาบที่งดงาม ตัวอำเภอสังขละบุรีตั้งอยู่บริเวณที่ลำน้ำสามสายมาบรรจบกันอันได้แก่ ห้วยซองกะเลีย ห้วยบีคลี่และห้วยรันตี รวมเรียกว่า “สามประสบ” ไหลรวมกันเป็นแม่น้ำแควน้อย อำเภอสังขละบุรีเป็นอำเภอที่มีชาวมอญตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก จึงสามารถพบเห็นวิถีชีวิตประเพณีเก่าแก่แบบดั้งเดิมของชาวมอญ ณ ที่แห่งนี้
สะพานมอญ อยู่ในตัวอำเภอสังขละบุรี เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า สะพานอุตตมา-นุสรณ์ เป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทยมีความยาวถึง ๘๕๐ เมตร สร้างข้ามลำน้ำซองกาเลียสำหรับให้ประชาชนฝั่งตัวอำเภอสังขละบุรี และฝั่งหมู่บ้านชาวมอญเดินข้ามสัญจรไปมา บริเวณสะพานแห่งนี้เป็นจุดชมวิวทะเลสาบเขื่อนวชิราลงกรณที่สวยงาม สามารถมองเห็นลำห้วยสายต่างๆคือ ซองกาเลีย บีคลี่ และรันตีที่ไหลมารวมกันเป็นสามประสบ

ด่านเจดีย์สามองค์ เขตสิ้นสุดชายแดนไทยด้านทิศตะวันตก ตั้งอยู่ที่ตำบลหนองลู ไปตามทางหลวงหมายเลข 323 โดยก่อนถึงตัวอำเภอสังขละบุรี 4 กิโลเมตร จะมีทางแยกด้านขวาไปด่านเจดีย์สามองค์ เป็นระยะทางประมาณ 18 กิโลเมตร เส้นทางลาดยางตลอดสาย พระเจดีย์สามองค์นี้เดิมเรียกว่า หินสามกอง เป็นที่สักการะของคนไทยโดยทั่วไปก่อนเดินทางออกจากเขตแดนไทยเข้าสู่เขตแดนพม่า ต่อมาในปีพ.ศ.2472 พระศรีสุวรรณคีรี เจ้าเมืองสังขละบุรีได้เป็นผู้นำชาวบ้านก่อสร้างเจดีย์ขนาดเล็กสามองค์ดังที่เห็นในปัจจุบัน นอกจากนี้ด่านเจดีย์สามองค์ ยังเป็นช่องทางเดินทัพที่สำคัญของไทยและพม่าในอดีต บริเวณด่านเจดีย์สามองค์ มีร้านขายสินค้าจากประเทศ พม่า นักท่องเที่ยวสามารถข้ามชายแดนเข้าไปในเขตประเทศพม่า ชมตลาดชายแดนซึ่งมีสินค้าของพม่าจำหน่าย โดยเสียค่าผ่านด่าน ชาวไทย 25 บาท ชาวต่างประเทศ 100 เหรียญสหรัฐ (สามารถนำรถเข้าไปได้ราคาคันละ 50 บาท) ในระหว่างเวลา 08.00-18.00 น.

สังขละบุรีในมิติการรับรู้ทั่วไปคือ เป็น ดินแดนชายขอบแห่งหนึ่งในจังหวัด กาญจนบุรี และมีเรื่องราวมากมายเล่าขาน เป็นตำนานผ่านคนรุ่นหนึ่งสู่คนรุ่นหนึ่ง และที่เป็นแม่เหล็กเรียกความสนใจจากนักท่องเที่ยวคือ ผืนน้ำกว้างสุดตาของ ทะเลสาบซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเขื่อนเขาแหลม รวมทั้งวัดวังก์วิเวการาม และชุมชน มอญที่ยังคงมีวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม ซึ่งจะมีนักท่องเที่ยวหาโอกาสไปพักผ่อน ณ ดิน แดนแห่งนี้มากในช่วงปลายฝนต้นหนาว แต่ที่ถือว่าเป็นสุดยอดของดินแดนแห่งนี้คือ ตำนานแห่งวัดวังก์วิเวการามที่จม อยู่ในผืนน้ำ ซึ่งมีแค่ช่วงมีนาคม-เมษายนเท่านั้นจึงจะเห็นเมืองบาดาลดังกล่าว เพราะเป็นช่วงที่น้ำในเขื่อนลดลงต่ำสุด ....................... "เมืองบาดาลในอดีตเป็นวัดเก่าของหลวงพ่ออุตตมะหรือพระครูอุดมสังวรเถระ ที่ชาวบ้านในอำเภอสังขละบุรีให้ความนับถือเป็นอย่างมาก "ปัจจุบัน วัดถูกน้ำเข้าท่วมในช่วงที่สร้างเขื่อน ทำให้จมอยู่ใต้น้ำมานานกว่า 30 ปีแล้ว โดยในช่วงน้ำลดจะสามารถสังเกตเห็นตัวโบสถ์ของวัดได้อย่างชัดเจน แต่ใน ช่วงน้ำขึ้นน้ำจะท่วมสูงเกือบทั้งหมดเหลือเพียงยอดของโบสถ์ให้เห็นเท่านั้น" นั่นคือข้อมูลคร่าวๆ ที่เรารู้จากเอกสารแนะนำการท่องเที่ยวฯ ในการทำความรู้ จักกับเมืองบาดาลแห่งนี้ แม้จะเป็นข้อความสั้นๆ ไม่กี่ประโยค แต่ก็กระตุ้นความน่าสนใจ กระทั่งทำให้ เราตัดสินใจเดินทางมาที่ดินแดนชายขอบแห่งนี้.... และเพื่อให้สัมผัสกับบรรยากาศจริงๆ คายัคสีสันสะดุดตา 5 ลำ ลอยลำเหนือ ลำน้ำทะเลสาบกลางวัน แดดใส จึงเป็นพาหนะที่เราใช้เพื่อการชมวัดที่อยู่ ใต้ผืนน้ำ ดังกล่าว โดยภารกิจในวันนั้นคือ สำรวจอดีตและความยิ่งใหญ่ของชุมชนชาวมอญและ วัดวังก์วิเวการามที่บัดนี้ จมอยู่ใต้ผืนน้ำเบื้องล่างแห่งเขื่อนเขาแหลม กว่าครึ่งชั่วโมงจากเรือนไม้ชายน้ำอันเป็นที่พัก เราพายเรือไปถึงโบสถ์เก่าของ วัดวังก์ฯ เป็นจุดแรก... 30 ปีที่ผ่านมา วัดวังก์ฯ เคยอยู่บนพื้นที่ที่เป็นแหล่งเพาะปลูกที่อุดมสมบูรณ์ แห่งหนึ่งของอำเภอแห่งนี้ ซึ่งสามารถปลูกข้าวเลี้ยงอำเภอทองผาภูมิทั้งอำเภอ ก่อน จะถูกสายน้ำท่วมขังเพราะสร้างเขื่อนตามกระแสการพัฒนาประเทศโดยมองข้ามมิติ ทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตชุมชน ทันทีที่เรามาถึง ...ยอดโบสถ์เก่าที่โผล่พ้นน้ำในช่วงหน้า น้ำซึ่งเป็นภาพที่นัก ท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะเห็นเจนตานั้น ถูก แทนที่ด้วยโบสถ์เก่าทั้งหลังที่ปรากฏอยู่ เบื้องหน้าเราขณะนี้ แม้กาลเวลาจะผ่านมาแล้ว 3 ทศวรรษ แต่ร่องรอยความยิ่งใหญ่ และพลัง ศรัทธาที่ชาวบ้านมีต่อศูนย์กลางชุมชมอย่างวัดวังก์ฯ แห่งนี้ ก็ยังมีปรากฏให้เห็น น่าเสียดายที่ ข้อมูลที่มีจากการท่องเที่ยวฯ ไม่ได้บอก อะไรมากไปกว่าวัดเดิม จมน้ำ และต้องย้ายขึ้นไปทางฝั่งตะวันตกบนเนินเขา ที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของ ทะเลสาบได้ ซึ่งบริเวณที่แม่น้ำสามสาย คือห้วยซองกะเลีย ห้วยบิคลี่ และห้วยรันตี มาบรรจบกัน แล้วไหลลงสู่แม่น้ำแควน้อย ตรงที่เรียกว่า "สามประสบ" อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น และไม่มีข้อมูลมากนัก แต่เราก็เชื่อว่า ภายใต้ผืนน้ำและดินแดนแห่งนี้ มีความยิ่งใหญ่และมีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาว นาน อาทิ เป็นถิ่นฐานของชนชาติมอญ ชนกลุ่มน้อยที่อาศัยผืนแผ่นดินไทยในการ ดำรงชีวิต รวมทั้งในอดีต ก็เคยเป็นเส้นทางเดินทัพตั้งแต่ปลายสมัยอยุธยาถึงรัตน โกสินทร์ตอนต้น หรือที่เรียกว่า สามสบท่าดินแดง เพราะฉะนั้น ตั้งแต่สังขละถึงไทรโยค ริมแม่น้ำ แควน้อยจึงเชื่อว่า นอก จากเมืองบาดาลที่จมภายใต้เขื่อนแล้ว ยังมีเจดีย์ต่างๆ สมัยอยุธยาอีกเป็นจำนวน มาก ที่อยู่ ตามเส้นทาง ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายมากที่วิถีชีวิต ประวัติศาสตร์ และ อารยธรรมต่างๆ ต้องจมไปกับกระแสการพัฒนาประเทศ แม้ร่องรอยอดีตจะไม่มีวันหวนกลับมาแล้วก็ตาม แต่ศูนย์กลางยังคงเป็นวัด วังก์ฯ แห่งใหม่ซึ่งยังคงเป็นที่จำพรรษาของ "หลวงพ่ออุตตมะ" ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือ ของประชาชนชาวไทย ชาวมอญ รวมทั้งชาวกะเหรี่ยงและพม่าที่อาศัยอยู่ในบริเวณ นั้น รวมทั้งเป็นที่เคารพของพุทธศาสนิกชนคนไทยทั้งประเทศอีกด้วย ที่น่าสนใจคือ ภาพชีวิตของคนที่นี่ ก็ยังคงมีให้ตลอด 2 ฝั่งน้ำรอบเขื่อน และ ยังคงรอการมาเยือนของนักเดินทางอยู่ไม่เสื่อมคลาย... โดย ผู้จัดการออนไลน์ http://www.manager.co.th
